หลายคนได้ยินคำว่าเหมืองบิทคอยน์หรือ Bitcoin Mining แล้วนึกภาพคนขุดแร่ใต้ดิน แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเกี่ยวกับดินหรือหินเลย เป็นเรื่องของคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ล้วนๆ แต่ทำไมเรียกว่าขุดหรือเหมือง และมันสำคัญยังไงกับระบบบิทคอยน์ วันนี้มาทำความเข้าใจให้ชัดกันเลย
นิยามและหน้าที่จริง
เหมืองบิทคอยน์ไม่ใช่สถานที่จริงๆ แต่หมายถึงกระบวนใช้พลังคอมพิวเตอร์คำนวณเพื่อยืนยันธุรกรรมบิทคอยน์และสร้างบล็อกใหม่ในระบบบล็อกเชน เปรียบเหมือนการขุดทองคำที่ต้องใช้แรงงานและอุปกรณ์ถึงจะได้ทองมา ขุดบิทคอยน์ก็เหมือนกันต้องใช้พลังคอมพิวเตอร์ถึงจะได้บิทคอยน์ใหม่ออกมา เลยเรียกว่าขุดและเรียกที่ที่ทำว่าเหมือง
หน้าที่สำคัญที่สุดคือยืนยันธุรกรรม เมื่อมีคนโอนบิทคอยน์ให้กัน ธุรกรรมนั้นต้องได้รับความยืนยันจากเหมืองว่าถูกต้องและไม่ใช่ทุจริต เช่น โอนเงินที่ไม่มีหรือโอนซ้ำ เหมืองจะเอาธุรกรรมหลายๆ รายมารวมกันเป็นบล็อก แล้วแข่งขันกันคำนวณหาคำตอบของโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากมาก เหมืองที่คำนวณเจอคำตอบก่อนจะได้สิทธิ์เพิ่มบล็อกนั้นเข้าไปในบล็อกเชนและได้รับรางวัลเป็นบิทคอยน์ใหม่
นอกจากยืนยันธุรกรรมแล้วยังสร้างบิทคอยน์ใหม่เข้าสู่ระบบ บิทคอยน์ไม่มีธนาคารกลางพิมพ์ออกมาเหมือนเงินบาทหรือดอลลาร์ แต่เกิดจากรางวัลที่เหมืองได้รับเมื่อสร้างบล็อกสำเร็จ ตอนแรกรางวัลคือ 50 BTC ต่อบล็อก แต่จะลดครึ่งหนึ่งทุก 4 ปีในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Halving ปัจจุบันคือ 3.125 BTC ต่อบล็อก หลัง Halving ครั้งที่ 4 ในเดือนเมษายน 2024 และจะลดลงเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ 21 ล้าน BTC ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่จะมีได้ คาดว่าจะครบประมาณปี 2140
องค์ประกอบของเหมือง
เหมืองเล็กอาจมีแค่ไม่กี่เครื่องวางในบ้านหรือออฟฟิศ เหมืองใหญ่อาจมีหลายพันหรือหลายหมื่นเครื่องวางในคลังขนาดใหญ่หลายตึก เครื่องขุดหรือ ASIC Miner เป็นหัวใจหลัก ยิ่งมีเครื่องเยอะและเครื่องแรงยิ่งมีโอกาสชนะและได้รางวัลบ่อย ระบบไฟฟ้าต้องรองรับพลังงานมหาศาล เหมืองใหญ่ใช้ไฟหลาย Megawatt เทียบได้กับเมืองเล็กๆ ต้องมีหม้อแปลงและสายไฟขนาดใหญ่พิเศษ ค่าไฟเป็นต้นทุนใหญ่ที่สุดของเหมือง
ระบบระบายความร้อนสำคัญมาก เครื่องขุดทำงานหนักผลิตความร้อนสูง ต้องมีพัดลมหรือแอร์ระบายความร้อนตลอดเวลา ถ้าร้อนเกินเครื่องจะทำงานช้าลงหรือเสียหาย เหมืองในประเทศหนาวมีข้อได้เปรียบเพราะธรรมชาติช่วยระบายความร้อนได้ บางเหมืองอยู่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อใช้น้ำระบายความร้อน ระบบเครือข่ายและซอฟต์แวร์จัดกับธุรกรรมและประสานกับเครือข่ายบิทคอยน์ทั่วโลก ต้องเสถียรและรวดเร็วไม่งั้นจะพลาดโอกาสได้บล็อก
ที่ตั้งและเหตุผล
เหมืองบิทคอยน์กระจายอยู่ทั่วโลก แต่มีบางประเทศที่เป็นศูนย์กลางใหญ่ สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะรัฐ Texas, Wyoming และ North Dakota ที่มีไฟถูกจากพลังงานหมุนเวียนและกฎหมายเป็นมิตร หลังจากที่จีนห้ามขุดบิทคอยน์ในปี 2021 เหมืองจำนวนมากย้ายมาอเมริกา คาซัคสถานเป็นอันดับสองหรือสาม มีไฟถูกจากถ่านหินและน้ำมัน รัฐบาลเปิดกว้างในช่วงแรกแต่เริ่มกีดกันมากขึ้นหลังจากมีปัญหาไฟดับ
รัสเซียและประเทศเพื่อนบ้านมีเหมืองเยอะเพราะไฟถูกและอากาศหนาว เหมาะกับระบายความร้อน แคนาดาและนอร์เวย์มีพลังงานสะอาดจากน้ำตกและพลังงานหมุนเวียนมาก เหมืองในประเทศเหล่านี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่า ไอซ์แลนด์มีทั้งไฟถูกจากพลังงานความร้อนใต้พิภพและอากาศหนาวตลอดปี เหมาะมากแต่พื้นที่จำกัด ประเทศไทยมีเหมืองบ้างแต่ไม่เยอะเพราะค่าไฟค่อนข้างแพงและอากาศร้อน ไม่ค่อยคุ้ม
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เหมืองบิทคอยน์ทั่วโลกใช้ไฟรวมกันประมาณ 150-200 TWh ต่อปี เทียบได้กับประเทศขนาดกลางอย่างอาร์เจนตินาหรือโปแลนด์ มหาศาลมาก ถ้าไฟมาจากถ่านหินหรือน้ำมันจะปล่อยคาร์บอนมากและทำลายสิ่งแวดล้อม ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ข้อมูลล่าสุดบอกว่าประมาณ 50-60% ของพลังงานที่ใช้มาจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว เช่น น้ำตก แสงอาทิตย์ ลม และความร้อนใต้พิภพ
หลายเหมืองเริ่มใช้พลังงานสะอาดเพราะถูกกว่าและดีต่อภาพลักษณ์ บางเหมืองใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติที่ถูกเผาทิ้งเปล่าๆ ในบ่อน้ำมัน เรียกว่า Flared Gas ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน บางเหมืองใช้ไฟส่วนเกินในช่วงที่ความต้องไม่สูง เช่น กลางดึกหรือช่วงฤดูที่ผลิตไฟได้มากแต่ใช้น้อย ช่วยรักษาเสถียรภาพของกริดไฟฟ้า อาจบอกได้ว่าเหมืองบิทคอยน์กำลังพัฒนาไปในทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ
เศรษฐศาสตร์และแข่งขัน
เหมืองบิทคอยน์เป็นธุรกิจที่แข่งขันสูงมาก ยิ่งมีคนขุดมากความยากก็เพิ่มขึ้น กำไรลดลง เหมืองที่มีต้นทุนสูงอาจขาดทุนและต้องปิดตัว เหลือแต่เหมืองที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือค่าไฟ ถ้าหาไฟที่ถูกกว่า 2-3 เซนต์ต่อ kWh หรือประมาณ 1-1.5 บาทต่อหน่วยก็มีโอกาสรอด แต่ถ้าแพงกว่า 5 เซนต์หรือ 2.5 บาทขึ้นไปอาจไม่คุ้ม
Halving ทุก 4 ปีทำให้รายได้ของเหมืองลดครึ่งหนึ่งทันที เหมืองที่อยู่ได้ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพหรือหวังว่าราคาบิทคอยน์จะขึ้นชดเชย ราคาบิทคอยน์มีผลโดยตรงต่อกำไร ถ้าราคาขึ้นเหมืองก็รุ่งเรือง มีคนเปิดเหมืองใหม่เยอะ ถ้าราคาตกเหมืองก็ขาดทุน หลายเหมืองปิดตัว เหลือแต่เหมืองที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำตลอด
เหมืองใหญ่มีข้อได้เปรียบจากขนาด ซื้อเครื่องและไฟได้ถูกกว่า จ้างมืออาชีพจัดระบบ และรับมือปัญหาได้ดีกว่า เหมืองเล็กแข่งยากขึ้นเรื่อยๆ บางเหมืองเลยรวมตัวกันเป็น Mining Pool แบ่งรางวัลตามสัดส่วนกำลังที่ใส่ ได้เงินสม่ำเสมอกว่าขุดคนเดียว Pool ใหญ่อย่าง Foundry USA มีกำลังถึง 30% ของทั้งโลก มีอำนาจมาก ถ้า Pool ใหญ่ไม่กี่แห่งร่วมมือกันอาจควบคุมเครือข่ายได้ แต่โอกาสต่ำเพราะไม่ได้ประโยชน์
อนาคตและการเปลี่ยนแปลง
รางวัลจากขุดจะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเกือบศูนย์ในอนาคต เหมืองจะต้องพึ่งค่าธรรมเนียมธุรกรรมมากขึ้น ถ้าคนใช้บิทคอยน์โอนกันเยอะค่าธรรมเนียมก็สูง เหมืองก็รอด แต่ถ้าคนใช้น้อยค่าธรรมเนียมก็น้อย เหมืองอาจไม่คุ้ม เทคโนโลยีชิปจะพัฒนาต่อไป ประหยัดไฟและคำนวณเร็วขึ้น ชิป 3nm ใช้กันอยู่แล้ว อนาคตอาจมี 2nm หรือเล็กกว่า แต่ถึงจุดหนึ่งจะพัฒนาต่อยากเพราะจำกัดด้วยกฎฟิสิกส์
เหมืองจะกระจุกตัวในมือบริษัทใหญ่มากขึ้น บุคคลทั่วไปแทบจะขุดไม่ได้กำไรแล้ว ต้องมีทุนหนักและความรู้สูง กฎระเบียบจะเข้มงวดมากขึ้น รัฐบาลหลายประเทศเริ่มจับตาและควบคุม บางประเทศอาจห้ามหรือเก็บภาษีสูง เหมืองต้องปรับตัวและทำตามกฎหมาย เหมืองที่ใช้พลังงานสะอาดจะได้เปรียบมากขึ้นเพราะกดดันจากสังคมและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
สรุปประเด็นสำคัญทั้งหมด
เหมืองบิทคอยน์คือกระบวนใช้พลังคอมพิวเตอร์ยืนยันธุรกรรมและสร้างบิทคอยน์ใหม่ มีหน้าที่สำคัญต่อระบบบิทคอยน์คือทำให้ปลอดภัยและไม่มีใครควบคุมคนเดียว องค์ประกอบหลักคือเครื่องขุด ระบบไฟฟ้า ระบายความร้อน และเครือข่าย ตั้งอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะที่มีไฟถูกและอากาศเย็น ใช้ไฟมากและกระทบสิ่งแวดล้อมแต่กำลังเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เป็นธุรกิจแข่งขันสูงขึ้นอยู่กับค่าไฟและราคาบิทคอยน์ อนาคตจะกระจุกตัวในมือบริษัทใหญ่และถูกควบคุมมากขึ้น แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบบิทคอยน์ต่อไป
